ไถ่จากขายฝากเฉพาะส่วน เรื่องที่ต้องรู้ในการขายฝาก กำลังสงสัยใช่ไหม ว่าการไถ่จากขายฝากเฉพาะส่วนคืออะไร ซึ่งก็เป็นคำศัพท์หนึ่งในการขายฝากที่คุณจะต้องทำความเข้าใจ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก นั่นเอง ทำความเข้าใจ การขายฝากเฉพาะส่วน ก่อนจะไปดูกันว่า การไถ่จากขายฝากเฉพาะส่วนคืออะไร ก็ต้องมาทำความเข้าใจกับการขายฝากเฉพาะส่วนกันก่อน เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกันซึ่งจะทำให้คุณมีความเข้าใจมากขึ้น โดยการขายฝากเฉพาะส่วนก็คือการที่เรานำที่ดินหรือทรัพย์สินที่มีชื่อของคนอื่นรวมอยู่ด้วย และบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ต้องการขายฝาก ดังนั้นจึงต้องขายฝากเฉพาะส่วน หรือขายเฉพาะส่วนที่ตนเองมีสิทธิ์นั่นเอง ซึ่งการขายฝากเฉพาะส่วนนี้อาจมีการขายมากกว่า 1 คนก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ที่ดินแปลงหนึ่งมีชื่อผู้เป็นเจ้าของ 5 คน ร่วมกันขายฝากเฉพาะส่วน 3 คน ส่วนอีก 2 คนไม่ได้ขาย การไถ่จากขายฝากเฉพาะส่วน คืออะไร การไถ่จากขายฝากเฉพาะส่วน ก็คือการไถ่เอาที่ดินหรือทรัพย์สินที่ได้ขายฝากเฉพาะส่วนเอาไว้กลับคืนมานั่นเอง ซึ่งไม่ได้มีความซับซ้อนหรือยุ่งยากอะไรเลย ทั้งนี้หากขายฝากทรัพย์สินเดียวกันไว้ 3 คน คุณก็สามารถไถ่ถอนเฉพาะส่วนของตนเองออกมาก่อนได้เหมือนกัน โดยที่อีก 2 คนยังขายฝากอยู่ เข้าใจได้ไม่ยากเลยใช่ไหม กับการไถ่จากขายฝากเฉพาะส่วน ซึ่งถ้าอ่านผ่านๆ อาจจะทำให้รู้สึกงง แต่เมื่อได้ทำความเข้าใจดูแล้วก็ไม่ได้มีอะไรที่เข้าใจยากเลยจริงไหม กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขายฝาก
ค่าใช้จ่ายกรมที่ดิน ถ้าพูดถึงการเป็นเจ้าของที่ดินต่างๆแน่นอนว่าก็จะต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายสำหรับการครอบครองหรือถ้าคุณนั้นมีความต้องการที่จะย้ายโอนที่ดินซึ่งทางนี้เราจะมาแนะใช้จ่ายโดยประมาณเพื่อทำให้คุณนั้นมีความสะดวกมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ทำรายการกับที่กรมที่ดินนั่นเอง โดยในปัจจุบันเพื่อความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้นก็สามารถที่จะตรวจสอบถึงค่าใช้จ่ายกรมที่ดินโดยผ่านระบบเว็บไซต์ออนไลน์ได้แล้วแต่ทั้งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะแสดงถึงราคาในจำนวนเงินที่คุณสามารถเตรียมมาได้แต่เพื่อความแน่นอนมากยิ่งขึ้นก็ควรที่จะตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่แม่นยำกับทางกรมที่ดินอีกที โดยทั้งนี้จะมีกาประเมินทั้งราคาขายราคาประเมินและวันที่ถือครองพร้อมวันที่จะโอนที่ดินเพื่อทำให้สะดวกต่อการใช้บริการมากยิ่งขึ้นแน่นอนเมื่อมีความต้องการจะโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนนี้ก็สามารถที่จะพบกับความสะดวกได้อย่างรวดเร็วและทั้งนี้ก็จะยกตัวอย่างการหักค่าใช้จ่ายตามจำนวนปีการครอบครองอย่างเช่น 1 ปีจะมีการหักค่าใช้จ่ายในการครอบครอง 92% หรือถ้ามีการครอบครองมากกว่า 8 ปีจะมีการหักค่าใช้จ่ายในการครอบครอง 50% ด้วยกัน ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าสำหรับค่าใช้จ่ายที่จะมีการครอบครองหรือมีการโอนถ่ายที่ดินต่างๆก็จะต้องมีการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเดินทางไปที่กรมที่ดินซึ่งทางเลือกนี้ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับคนสมัยใหม่ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้นที่สามารถเข้าใช้งานผ่านช่องทางออนไลน์เพื่อดูงบประมาณในเบื้องต้นว่าอยู่ในจำนวนเงินเท่าไหร่และสามารถเดินทางไปที่กรมที่ดินเพื่อตรวจสอบถึงจำนวนที่แน่นอน ค่าใช้จ่าย ในการซื้อขายบ้าน ที่ดิน ณ กรมที่ดิน
ก่อนทำสัญญาขายฝาก ต้องเข้าใจกำหนดเวลาไถ่ถอน คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่มีอสังหาริมทรัพย์แล้วนำไปขายฝากเพื่อให้ได้เงินทุนมาใช้หมุนเวียน ซึ่งหากท่านนำทรัพย์สินไปขายฝาก เราหวังว่าท่านจะทราบดีว่า การขายฝาก คือ สัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขาย อาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ในช่วงเวลาหรือก่อนครบกำหนดไถ่ถอน เรียกได้ว่าเป็นการขายที่เปิดโอกาสให้ไถ่ถอนในเวลาที่จำกัดนั่นเอง สัญญาขายฝากเป็นสัญญาที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกเป็นของผู้รับซื้อฝากทันทีที่จดทะเบียน ซึ่งผู้ขายฝากจะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินกลับคืนต้องขอไถ่ถอนภายในกำหนดเวลาสัญญาขายฝาก หรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด กรณีอสังหาริมทรัพย์มีกำหนด 10 ปี นับแต่เวลาซื้อขาย กรณีสังหาริมทรัพย์มีกำหนด 3 ปี นับแต่เวลาซื้อขาย สัญญาขายฝากจะต้องมีกำหนดระยะเวลาว่าจะไถ่คืนกันเมื่อใด แต่จะกำหนดเวลาการไถ่คืนกันเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไม่ได้ ถ้าไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนหรือกำหนดเวลาไถ่เกินไปกว่านั้นให้ลดลงมาเป็น 10 ปี และ 3 ปี ตามประเภททรัพย์ การขยายกำหนดเวลาไถ่ ผู้ขายฝากและผู้รับซื้อฝากจะทำสัญญาขยายเวลาไถ่กี่ครั้งก็ได้ แต่รวมกันแล้ว จะต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาขายฝาก และจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้รับซื้อฝาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังที่สุดและตรวจสอบให้ดี คือ สัญญาขายฝาก โดยก่อนลงลายมือชื่อในสัญญาขายฝาก ทั้งผู้รับซื้อฝากและผู้ขายฝากควรตรวจสอบข้อความในสัญญาขายฝากว่าถูกต้องตามต้องการหรือไม่ ที่สำคัญอย่าลืมเช็คกำหนดระยะเวลาไถ่คืน จำนวนเงินที่ขายฝากตรงตามที่รับเงินจริงหรือไม่ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต การขยายระยะเวลาไถ่ถอนการขายฝาก
รู้สักนิดกับอัตราภาษีที่ดินฉบับใหม่ ไม่ทราบว่าท่านเจ้าของที่ดินทั้งหลายทราบหรือไม่ว่า ได้มี พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยได้กำหนดอัตราภาษีที่ดินฉบับใหม่ขึ้น ทั้งนี้อัตราภาษีใหม่ทั้งหมดจะเริ่มใช้ในปี 2563 เป็นต้นไป การกำหนดอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่ โดยตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้แบ่งที่ดินออกเป็น 4 ประเภท โดยที่ดินแต่ละประเภทจะถูกเก็บภาษีในอัตราต่างกัน คือ ที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม จะถูกเก็บภาษีในอัตราต่ำที่สุด นั่นคือไม่เกินปีละ 15% ของมูลค่าที่ดิน นอกจากนี้ยังได้รับการลดหย่อนในช่วง 2 ปีแรก ให้จ่ายภาษีในอัตราปีละ 0.01-0.1% ของมูลค่า ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย จะถูกเก็บภาษีในอัตราปีละไม่เกิน 3% ของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยในช่วง 2 ปีแรกจะได้รับการลดหย่อนภาษี โดยอัตราภาษีจะอยู่ในช่วง 0.02%-0.1% ต่อปีในช่วง 2 ปีแรก อย่างไรก็ตาม หากราคาที่ดินและบ้านไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ที่ดินที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ นอกเหนือจากการเกษตรกรรมหรืออยู่อาศัย ต้องเสียภาษีที่ดินไม่เกินปีละ 2% ของมูลค่าที่ดิน โดยในช่วง 2 ปีแรกจะได้รับการลดหย่อนอัตราภาษี
การถือกรรมสิทธิ์รวม การซื้อที่ดินหรือทรัพย์สินร่วมกับผู้อื่นหรือได้ที่ดินจากมรดกร่วมกับพี่น้องถือเป็นที่มาของการถือกรรมสิทธิ์รวม ซึ่งอาจนำไปสู่ความยุ่งยากในอนาคตได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันมีข้อควรระวังดังนี้ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อที่ดินหรือห้องชุดร่วมกับคนอื่น เรื่องสัดส่วนความเป็นเจ้าของที่ดินจะตกลงกันเมื่อใดก็ได้ แต่ถ้าตกลงกันได้แต่แรกก็ควรกำหนดไว้ตั้งแต่วันเข้าถือกรรมสิทธิ์รวม โดยจดทะเบียนประเภท “บรรยายส่วน” การเก็บรักษาโฉนดหรือหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด ควรแน่ใจว่าคนเก็บรักษาไม่เอาโฉนดไปให้เจ้าหนี้ยึดไว้ประกันหนี้ การซื้อแบบเข้าถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับเจ้าของนั้นไม่ควรทำ ควรให้เขาแบ่งแยกที่ดินเท่าที่ต้องการซื้อออกมาก่อน แต่ถ้ารอไม่ได้ก็ให้ระบุไว้ในหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายว่าเมื่อโอนเสร็จแล้ว ให้ร่วมกันยื่นคำขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวมทันที สามีภรรยามีกรรมสิทธิ์ร่วมด้วยถ้าที่ดินเป็นสินสมรส แม้จะลงชื่อในโฉนดเพียงคนเดียว แต่ควรกำชับให้คู่สมรสเซ็นชื่อยินยอมกรณีขายออก เพราะการทำนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสจะต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสเสมอ หากไม่ได้รับความยินยอมก่อน อีกฝ่ายอาจฟ้องให้เพิกถอนการโอนนั้นได้ ควรทำสัญญาระหว่างเจ้าของรวมไว้ว่าหากจะขายเฉพาะส่วนต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมคนอื่นด้วย ทางแก้ที่ดีที่สุดเมื่อมีการยึดทรัพย์ของเจ้าของรวมเพื่อขายทอดตลาดคือ เจ้าของรวมคนอื่นจะต้องไปยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้กันส่วนของตนออกจากการขายทอดตลาด กรณีที่ออกเงินร่วมกันหรือมีกรณีใด ๆ ที่กฎหมายถือว่ามีสิทธิร่วมในที่ดิน เช่น ออกเงินซื้อคนละครึ่ง ควรลงชื่อทั้งสองคนเมื่อรับโอนในการซื้อนั้น เรื่องการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมควรคำนึงหรือเรื่องทางเข้าออกให้สะดวก ถ้าเป็นไปได้ก่อนที่เจ้าของที่ดินจะยกที่ดินให้แก่ลูกหลานหรือทำพินัยกรรม ควรแบ่งที่ดินไว้ให้เรียบร้อย มีทางเข้าออกเป็นของแต่ละแปลง การดำเนินการเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์รวมควรเป็นไปอย่างรอบคอบ ซึ่งหากเป็นไปได้ไม่ควรถือกรรมสิทธิ์รวมจะดีที่สุด เพื่อไม่ให้เสียทรัพย์เสียเวลาหากเกิดปัญหาขึ้น เอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินมีอะไรบ้าง
“การขายฝาก” ทำให้ถูกต้องย่อมไม่เสียเปรียบ การขายฝากคืออะไร และเพราะเหตุใดจึงเกิดกรณีต่างๆ ที่ทำให้ผู้ขายฝากเสียเปรียบผู้ซื้อฝากโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ลองมาดูข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการซื้อขายประเภทนี้กัน “ขายฝาก” คือ สัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ โดยลักษณะที่ต้องทราบมีดังนี้ สัญญาขายฝากเป็นสัญญาที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกเป็นของผู้รับซื้อฝากทันทีที่จดทะเบียน ผู้ขายฝากจะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินกลับคืนได้ต้องขอไถ่ถอนภายในกำหนดเวลา หรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์จะมีกำหนด10 ปี และถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์มีกำหนด 3 ปี นับแต่เวลาซื้อขาย สัญญาขายฝากจะต้องกำหนดระยะเวลาว่าจะไถ่คืนกันเมื่อใด ถ้าไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนหรือกำหนดเวลาไถ่เกินไปกว่านั้นให้ลดลงมาเป็น10 ปี และ 3 ปี ตามประเภททรัพย์ การขยายกำหนดเวลาไถ่จะขยายกี่ครั้งก็ได้แล้วแต่ตกลงกันแต่รวมกันแล้วจะต้องไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำสัญญาขายฝาก และจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของผู้รับซื้อฝาก ซึ่งถ้าทรัพย์สินที่ขายฝากจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่จากการขายฝากจะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ผลของการใช้สิทธิไถ่ภายในกำหนดของผู้มีสิทธิการไถ่ซึ่งก็คือผู้ขายฝากนั้นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินซึ่งขายฝากจะตกเป็นของผู้ขายฝากตั้งแต่เวลาที่ได้ชำระสินไถ่หรือวางทรัพย์อันเป็นสินไถ่ ยกเว้นแต่เป็นการเช่าทรัพย์สินที่อยู่ในระหว่างขายฝากซึ่งได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และการเช่านั้นไม่ทำให้ผู้ขายฝากหรือผู้ไถ่เสียหาย กำหนดเวลาเช่ามีเหลืออยู่เพียงใดให้คงสมบูรณ์ตามนั้น แต่ต้องไม่เกินกว่าหนึ่งปี
สิทธิวางเงินสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ การนำเงินสินไถ่ไปวางทรัพย์ สัญญาขยายกำหนดเวลาไถ่ ไม่เป็นการละเมิด สัญญาขายฝากที่ดินนั้น เรากำหนดไว้ก่อนว่าไม่ได้เป็นการกำหนดค่าของสินไถ่เอาไว้นั้นเอง คนที่เอาเงินไปเป็นค่าสินไถ่ก็เลยไม่ต้องกังวล และมีสิทธิ์ที่จะไถ่ที่ดิน ตามราคาที่ขายฝากเอาไว้ด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องอยู่ในกำหนดตามเวลาที่ทำสัญญากันเอาไว้นั่นเอง หากว่าคนที่รับจำนอง ไม่ยินยอมให้ไถ่แล้วล่ะก็ ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าจำเลยนั้นมีสิทธิ์ที่จะไถ่ที่ดิน ขายฝากด้วยการนำเงินสินไถ่นั้นไปวางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์นั่นเอง แต่ต้องภายในกำหนดเวลาไถ่ โดยสละสิทธิ์ถอนทรัพย์ที่ได้วางเอาไว้นั่นเอง โดยกรณีที่เกิดขึ้นอย่างนี้ก็จัดได้ว่าที่ดินที่ขายฝากเป็นของคนที่เอาไปขายฝากตั้งแต่วางทรัพย์สินเป็นการเป็นสินไถ่ไปแล้ว เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง โดยหากว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังสงสัยในเรื่องของสิทธิวางเงินสินไถ่ต่อสำนักงานวางทรัพย์ก็คงจะสงสัยใช่หรือไม่ว่าเรานั้นมีสิทธิหรือเปล่า ขอตอบเลยว่ามีสิทธิอย่างแน่นอน และรับรองว่าการที่เราจะนำเอาไปไถ่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกแต่ประการใดอีกด้วย เรียกได้ว่าเหมาะสมกับการที่จะต้องหาเงิน เพราะว่าการที่เราจำเป็นต้องใช้เงินนั้น ส่วนมากก็จะนึกไปถึงการที่เรานั้นเอาไปจำนองหรือว่าขายฝากนั่นเอง อาจจะดูเป็นเรื่องที่เข้าใจยากมาก แต่หากว่าพยายามทำความเข้าใจจริงๆ แน่นอนว่าคุณจะสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายแน่นอน สินไถ่ คืออะไร
6 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการอายัดที่ดิน หนึ่งข้อเกี่ยวกับสาระสำคัญของการดำเนินการตามกฎหมายในเรื่องของที่ดินหรือรวมเรียกว่า การทำนิติกรรมทางที่ดินในส่วนที่เกี่ยวกับ การอายัดที่ดิน ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการแจ้งให้บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องเกี่ยวกับที่ดินผืนนั้นทราบว่าจะกระทำสิ่งใดโดยพละการในที่ดินนั้นๆไม่ได้ ควรได้รับอนุญาตจากผู้ที่ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นก่อน การอายัดที่ดิน เป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยต้องเป็นเจ้าของที่ดินนั้น สำหรับผู้ที่มีสิทธิ์ถือครองที่ดินถ้าจะกระทำการดังกล่าว มีข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่พึงทราบ ดังนี้ 1 ผู้ขออายัดต้องยื่นคำขออายัดต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ณ สำนักงานที่ดิน ซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ 2 ขออายัดได้มีเฉพาะแต่ที่ดินเท่านั้นส่วนอสังหาริมทรัพย์อื่นที่ตั้งอยู่บนที่ดินนั้นไม่ได้รับการอายัดด้วย 3 การขออายัดจะต้องไม่มีการยื่นฟ้องต่อศาล 4 ผู้ขออายัดต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินที่ขออายัดโดยอาจจะฟ้องบังคับ ให้มีการจดทะเบียน หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ 5 ผู้ขออายัดมีสิทธิฟ้องเพื่อให้มีการขายที่ดินได้ 6 มีหลักฐานเกี่ยวกับการอายัดชัดเจนทั้งโฉนดและหลักฐานการแสดงความเป็นเจ้าของอื่นๆที่เกี่ยวกับ การอายัดที่ดิน นอกจากนี้อายุของ การอายัดที่ดิน มีกำหนด 30 วัน ทั้งนี้หากมีเหตุมี่ทำให้การขออายัดเกิดการเปลี่ยนแปลง พนักงานเจ้าที่มีสิทธิที่จะตรวจสอบได้อย่างสมบูรณ์และถูกต้อง เพื่อไขข้อข้องใจให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในที่ดิน การอายัดที่ดิน จะตกเป็นโมฆะในทันทีหากผู้ที่ขออายัดเป็นคนละคนกับผู้ที่มีชื่อในโฉนด ดังนั้นหากมีความจำเป็นที่จะต้องมีการอายัดที่ดินก็ควรแจ้งให้ผู้ที่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินผืนนั้นทราบด้วย ยิ่งถ้าหากว่าโฉนดหนึ่งใบมีผู้ถือกรรมสิทธิ์หลายคน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการแจ้งทุกคนให้รับรู้และเพื่อความถูกต้องตรงไปตรงมา รวมทั้งความไว้ใจซึ่งกันและกัน
ทำความรู้จักใบปลอดหนี้ก่อนการซื้อที่ดิน การทำธุรกรรมทางที่ดินใดๆก็ตาม สิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้เลย เพราะถ้าขาดไปแล้วจะทำให้การทำธุรกรรมทางที่ดินนั้นจะทำให้การถือครองที่ดินไม่สมบูรณ์ สิ่งนั้นคือ ใบปลอดหนี้ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นเอกสารที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับการชำระเงินค่าส่วนกลางในการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมและหมู่บ้านจัดสรร ใบปลอดหนี้ ถูกกำหนดให้มีขึ้นมาเพื่อให้ทุกคนที่มีหน้าที่จ่ายค่าส่วนกลางพึงระลึกว่า ถ้าเราไม่จ่ายค่าส่วนกลาง ก็มีผลทำให้เราขายที่อยู่อาศัยนี้ได้ยาก หรือขายได้ ก็โอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ ทั้งนี้เมื่อต้องการขายหรือโอนกรรมสิทธิ์แต่ไม่จ่ายค่าส่วนกลางหรือจ่ายไม่ครบ นิติบุคคลไม่สามารถออก ใบปลอดหนี้ ให้ได้ และเจ้าหน้าที่กรมที่ดินมีสิทธิ์ระงับการโอนกรรมสิทธิ์นั้นๆ ได้ด้วย นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง ควรตรวจสอบประเด็นนี้ให้ดี เจ้าของทรัพย์สินนั้น จ่ายค่าส่วนกลางแล้วหรือไม่ มีอะไรที่เป็นหนี้ค้าง ค้างจำนวนมากหรือไม่ ผู้ซื้อรับได้หรือไม่ที่ต้องเคลียร์เอง หรือแจ้งให้เจ้าของทรัพย์สินเคลียร์ก่อนตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ การตรวจสอบข้อมูลรอบด้านก่อนวางเงินซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อให้รู้รอบด้าน จะช่วยให้ลดภาระในเรื่องการทำนิติกรรมหรือธุรกรรมทางที่ดินไปได้เยอะโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ ใบปลอดหนี้ ซึ่งเอกสารชิ้นนี้มีความสำคัญในเรื่องของการจ่ายค่าสาวนกลางภายในที่พักอาศัย โดยต้องเก็บหลักฐานไว้ด้วยในแต่ละเดือนทั้งการรับและการจ่าย เพื่อที่ว่าขณะที่ต้องเปลี่ยนมือจะได้ไม่มีปัญหา
ความสำคัญของหลักฐานจดทะเบียนที่ดิน การจดทะเบียนที่ดินมีขึ้นเพื่อเป็นการรับรองสิทธิ์ว่ามีเจ้าของอยู่จริงตามพื้นที่ที่ได้มีการตกลงซื้อขายกันไว้ โดยการจดทะเบียนแต่ละสถานที่หรือที่ดินแต่ละรูปแบบนั้นมีการใช้เอกสารหลักฐานซึ่งมีความต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของรูปแบบของที่ดินทั้งที่ดินว่างเปล่า ที่อยู่อาศัย หรืออาคารพาณิชย์ ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในเรื่องของเอกสารหลายอย่างเกี่ยวกับ หลักฐานที่ใช้ในการจดทะเบียน โดยการกำหนดของกรมที่ดินและสำนักงานที่ดินแต่ละแห่งเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นกับการซื้อขายที่ดินแบบไม่ผิดฝาผิดตัว หลักฐานที่ใช้ในการจดทะเบียน มีความแตกต่างกันตามแต่ละสถานที่ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและปฏิบัติเกี่ยวกับการจดทะเบียนได้อย่างถูกต้อง จึงมีการแบ่งการใช้หลักฐานสำหรับการจดทะเบียนไว้ เพื่อให้การดำเนินการต่างๆในเรื่องของที่ดินมีความถูกต้องและชัดเจนมากที่สุด ดังต่อไปนี้ บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนและบริษัท วัด โบสถ์คริสต์ มัสยิด สำหรับหลักฐานที่ใช้สำหรับการจดทะเบียนที่แต่ละประเภทจะขาดไม่ได้คือโฉนดที่ดิน และหลักฐานการแสดงตัวตนของผู้ที่จะขอจดทะเบียน ตลอดจนเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับ หลักฐานที่ใช้ในการจดทะเบียน เพื่อแสดงสิทธิ์ของการเป็นเจ้าของที่ดินประเภทต่างๆ ที่ได้ระบุไว้ตามกำหนดของกรมที่ดินเพื่อใช้ประกอบการจดทะเบียน หลักฐานที่ใช้ในการจดทะเบียน จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึง ลักษณะของอาคาร หรือที่ดิน ตลอดจนสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ว่าเป็นรูปแบบใด โดยจะต้องชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดเพื่อให้ง่ายต่อการจดทะเบียนและเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามข้อบังคับที่วางไว้ ถ้าหากขาดสิ่งเหล่านี้ไปการจดทะเบียนอาจเป็นโมฆะได้ เอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดินมีอะไรบ้าง










