มรดกไม่เกิน 100 ล้านบาท ลูกหลาน ไม่ต้องเสียภาษีมรดก แต่ถ้าเคยได้รับมรดกจากใครมาแล้ว เช่น ครั้งแรก ได้รับมรดกจากบิดามาแล้ว 70 ล้านบาท ต่อมาอีก 2 ปี มารดาเสียชีวิต จึงได้รับมรดกจากมารดาอีก 50 ล้านบาท กรณีเช่นนี้ ถือว่า บุคคลผู้นั้นได้รับมรดกจากบิดา 70 ล้านบาท นำมาบวกกับที่ได้รับจากมารดาอีก 50 ล้านบาท ก็ถือว่าได้รับมรดกมาทั้งหมดรวมเป็น 120 ล้านบาท ในส่วนของ 20 ล้านที่เกินจาก 100 ล้านบาท ดังกล่าวนี้ จะต้องนำมาคำนวณเสียภาษีมรดก มรดกนั้น หมายรวม ทั้งทรัพย์สิน หนี้สินกรรมสิทธิ์ ลิขสิทธิ์ ของเจ้ามรดกด้วย * เจ้ามรดกที่เสียชีวิตก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2559 มรดกดังกล่าว ไม่ต้องเสียภาษี * คู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับมรดก ไม่ต้องเสียภาษี * ผู้มีหน้าที่เสียภาษี
สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากการปรับปรุงโครงสร้างภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีดังนี้ 1. ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ กล่าวคือ ผู้มีทรัพย์สินมูลค่าสูงมีภาระภาษีมากกว่าผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าต่ำ 2. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี ลดการใช้ดุลยพินิจ กระตุ้นให้มีการใช้ประโยชน์จากที่ดิน ลดปัญหาการกักตุนที่ดินเพื่อเก็งกำไรและกระจายการถือครองที่ดิน 3. ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลังจากที่ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีผลบังคับใช้ในปีแรก กระทรวงการคลัง คาดว่าจะทำให้ท้องถิ่นมีรายได้จากการจัดเก็บภาษี 64,290 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดิม 38,318 ล้านบาท (ภาษีโรงเรือนและที่ดิน-ภาษีบำรุงท้องที่) 4. ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการบริหารงานของ อปท. มากขึ้น
การจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีการบรรเทาภาระให้กับเจ้าของบ้านพักอาศัยหลักที่ได้มาจากการรับมรดก ผู้ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์ สถาบันการเงินที่มีอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชำระหนี้ และกิจการสาธารณะ ดังนี้ 1) ในกรณีที่เจ้าของบ้านพักอาศัยหลักได้รับกรรมสิทธิ์บ้านหลังดังกล่าวมาจากการรับมรดกก่อนที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะมีการบรรเทาภาษีให้ โดยการลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 50% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย 2) ให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีเป็นเวลา 1 ปี ให้กับที่ดินที่อยู่ระหว่างการปลูกสร้างบ้านที่เจ้าของใช้เป็นบ้านของตนเอง 3) ให้จัดเก็บภาษีในอัตรา 0.05% ของฐานภาษี สำหรับที่ดินที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อจัดทำเป็นโครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย ที่นิติบุคคลที่ประกอบกิจการอสังหาริมทรัพย์เป็นเจ้าของเป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่เจ้าของที่ดินได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน 4) ให้จัดเก็บภาษีในอัตรา 0.05% ของฐานภาษี สำหรับอสังหาริมทรัพย์รอการขายที่ได้มาจากการชำระหนี้ของสถาบันการเงิน เป็นระยะเวลา 5 ปี 5) ให้ลดภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เกิน 75% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสียสำหรับกิจการสาธารณะ เช่น โรงพยาบาลและโรงเรียน เป็นต้น
อัตราภาษีที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจะเป็นอัตราสูงสุดที่จะจัดเก็บภาษีจากผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยจะจัดแบ่งอัตราภาษีดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม จำแนกตามลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดิน คือ 1) กรณีใช้เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกิน 0.2% 2) กรณีใช้เพื่อเป็นที่พักอาศัย ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกิน 0.5% 3) กรณีใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ (เช่น พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม เป็นต้น) ให้จัดเก็บภาษีได้ในอัตราไม่เกิน 2% 4) ในส่วนของที่ดินที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ตามควรแก่สภาพที่ดิน กำหนดอัตราภาษีสูงสุดในกฎหมายให้ อปท. เรียกเก็บภาษีสำหรับที่ดินดังกล่าวในอัตราไม่เกิน 5% ของฐานภาษี 7. อัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจริงจะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา โดยกำหนดเป็นอัตราก้าวหน้าเพิ่มขึ้นตามมูลค่าของฐานภาษี ดังนี้ 1) เกษตรกรรม ตั้งแต่ 0-0.1% ของฐานภาษี 2) ที่พักอาศัยหลัก ส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่ 0.05-0.1% และที่พักอาศัยหลังอื่น ตั้งแต่ 0.03-0.3% ของฐานภาษี 3) ประเภทอื่น ๆ ตั้งแต่ 0.3-1.5% ของฐานภาษี
โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้ 1. ยกเลิกพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และพระราชบัญญัติภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508 2. ผู้มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ 3. หน่วยงานจัดเก็บภาษี ได้แก่ เทศบาลตำบล เทศบาลเมือง เทศบาลนคร องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยรายได้ภาษีที่จัดเก็บได้จะเป็นของ อปท. ที่ทำหน้าที่จัดเก็บ 4. ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ได้แก่ ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด 5. ฐานภาษี ได้แก่ มูลค่าทั้งหมดของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยคิดคำนวณจากราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด ตามราคาประเมินทุนทรัพย์แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน 6. อัตราภาษีที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจะเป็นอัตราสูงสุดที่จะจัดเก็บภาษีจากผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง โดยจะจัดแบ่งอัตราภาษีดังกล่าวออกเป็น 3 กลุ่ม จำแนกตามลักษณะการใช้ประโยชน์ในที่ดิน 7. อัตราภาษีที่ใช้จัดเก็บจริงจะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา โดยกำหนดเป็นอัตราก้าวหน้าเพิ่มขึ้นตามมูลค่าของฐานภาษี 8. ยกเว้นภาษีให้แก่ทรัพย์สินบางประเภท เช่น สาธารณสมบัติ ทรัพย์สินของรัฐที่ไม่ได้ใช้หาผลประโยชน์
การปรับปรุงการเก็บภาษีเดิม “พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” นอกจากจะลดความซ้ำซ้อน ของกฎหมายเดิม ยังเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐ หรือหน่วยงานที่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ให้สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีรายได้เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการในเขตพื้นที่ของตน จากเดิมที่ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บภาษีได้เพียง 11% เท่านั้น งบประมาณที่เหลือรัฐบาลเป็นผู้จัดส่งไปให้ ก่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้เสียภาษี ช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ ผลักดันให้เกิดการกระจาย การถือครองที่ดิน และช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ให้ผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูงมีภาระภาษีมากว่าผู้ที่มีทรัพย์สินมูลค่าต่ำกว่า ทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้กฎหมายภาษีที่ดินฯ ยังช่วยลดการใช้ดุลพินิจในการประเมินทุนทรัพย์ โดยกรมธนารักษ์จัดส่งราคาประเมินที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างให้หน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้มีความง่ายและมีมาตรฐาน ส่วนทรัพย์พิเศษ เช่น เขื่อน โรงไฟฟ้า จะมีคณะกรรมการประเมินพิเศษดูแลผู้ถือครองทรัพย์ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีผลโดยตรงต่อผู้ที่มีการสะสมทรัพย์สินไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือที่ดินต่างๆไว้มาก ส่งผลต่อแนวโน้มด้านที่อยู่อาศัยในอนาคตอย่างชัดเจน อาทิ จะทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านเล็กหลายหลังลดลง เปลี่ยนมาเป็น”บ้านหลังใหญ่”น้อยหลังแทน ตลาด”บ้านมือสอง”จะใหญ่ขึ้น เนื่องจากอาจจะมีคนปล่อยบ้านออกขายเพื่อลดภาระภาษี ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จะพัฒนาบ้านหลังใหญ่ออกสู่ตลาดมากขึ้น สอดคล้องกับการยกเว้นภาษี “บ้านหลังหลัก” สำหรับคนทั่วไปที่ทรัพย์สินไม่มากนัก ที่มีบ้านพักราคาไม่สูงก็คงไม่เดือดร้อน เพราะภาษีบ้านพักอาศัยมีการยกเว้นภาษีให้กับบ้านหลังหลักที่ราคาไม่เกิน 20 ล้านบาท ส่วนที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ก็มียกเว้นให้ทีดินที่มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราภาษีก็คิดที่ต่ำสุด และที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม ก็ถือว่าภาษีเป็นต้นทุนเพิ่มเข้าไปในราคาสินค้าหรือบริการได้อยู่ สิ่งที่มีผลชัดเจนคือ การเรียกเก็บภาษีสำหรับที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ใดๆ ซึ่งมีจำนวนมากที่เจ้าของเป็นคนรวย ซื้อที่กักตุนไว้ หากเก็บไว้เฉยๆ ปล่อยให้รกร้าง จะโดนเรียกเก็บภาษี เรียกว่าแค่ถือไว้เฉยๆเงินก็ไหลออกแล้ว ใครมีทรัพย์สินน้อยกว่าเกณฑ์ก็ได้ไม่ต้องเสียภาษี ส่วนใครที่มีทรัพย์สินมากเกิน ก็จำเป็นต้องเสียภาษีมากขึ้น จุดประสงค์ก็เพื่อจะทำให้เกิดความเป็นธรรม ลดความเลื่อมล้ำในสังคม ช่วยให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินมากขึ้น ลดภาระและเพิ่มโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อย และเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐมากขึ้น เพื่อได้นำมาใช้พัฒนาบ้านเมืองเพื่อส่วนรวมต่อไป
1.สภาพทั่วไป ปัจจุบันไม่มีกฎหมายกำหนดสิทธิในการถือครองที่ดินเป็นเหตุให้มีการซื้อที่ดินไว้แล้ว ปล่อยให้รกร้างว่างเปล่าไม่ทำประโยชน์ อีกทั้งสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้มีอสังหาริมทรัพย์รอการขายและทิ้งร้างเป็นจำนวนมากสำหรับการสำรวจที่ดินที่ถูกทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ นั้น กระทรวงมหาดไทยได้มีการสำรวจเป็นประจำทุกปี โดยให้แต่ละจังหวัดรายงานผลการสำรวจให้ทราบภายในเดือนมกราคมของทุกปี ผลดีของการเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน 1. เป็นการเพิ่มผลผลิตทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดการสร้างงาน ส่งผลให้เพิ่มพูนรายได้ หรือลดค่าใช้จ่ายของครอบครัว และท้องถิ่น 2. ก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น 3. ป้องกันปัญหาการบุกรุกเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของผู้อื่น 4. เมื่อประชาชนมีรายได้พอเพียง ก็จะส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจสังคม และการเมืองของประเทศโดยรวม ผลเสียของการทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์ในที่ดิน ก่อให้เกิดปัญหาสรุปได้ ดังนี้ 1. ปัญหาทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศมาจากผลผลิตทางเกษตร การทอดทิ้งไม่ทำประโยชน์เป็นเหตุให้ไม่มีการเพิ่มผลผลิตทางเกษตร หรือผลผลิตลดลงไม่เพียงพอแก่การอุปโภค บริโภค ส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม 2. ปัญหาทางสังคมและการเมือง ด้วยเหตุที่มีการกว้านซื้อที่ดินไว้แล้วไม่ทำประโยชน์ จึงมีผลกระทบถึงประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นเกษตรกร ซึ่งไม่มีที่ดินทำกิน ก่อให้เกิดการบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินที่เจ้าของทอดทิ้ง ก่อให้เกิดปัญหาแย่งชิงที่ดินทำกิน เกิดความไม่สงบสุขภายในสังคม และในกรณีที่มีการเข้าไปบุกรุกแผ้วถางที่ดินของรัฐ ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชน เป็นปัญหาทางการเมือง 2. กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง 2.1 มาตรา 6 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติว่า “นับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ บุคคลใดมีสิทธิในที่ดินตาม
ปัญหาการซื้อขายที่ดินที่นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องรู้เท่าทันมีหลายแง่มุม ถึงแม้การแสดงกรรมสิทธิ์จะมีเอกสารหลายรูปแบบที่กฎหมายออกมารับรองการทำประโยชน์หรือแสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ แต่ก็ยังมีช่องว่างให้มิจฉาชีพหรือทุจริตชนนำไปแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ถูกต้อง 12 กลโกงต่อไปนี้ คือสิ่งที่นักลงทุนต้องรู้เท่าทัน กลโกง ที่นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องรู้ทัน 1.ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินนำโฉนดของตนไปประกันเงินกู้โดยไม่ได้จดทะเบียน แล้วไปขอรับใบแทนโฉนดที่ดินมาถือไว้ โดยอ้างโฉนดที่ดินสูญหาย เมื่อได้รับใบแทนแล้วก็นำไปจดทะเบียนขาย ขายฝาก หรือจำนองผู้อื่นต่อไป เมื่อเกิดปัญหา ก็จะทำให้เดือดร้อนทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายถือโฉนดประกันเงินกู้หรือเจ้าของเงินต้องฟ้องต่อศาลเพื่อให้เพิกถอนใบแทนเพื่อให้โฉนดเดิมมีผล ส่วนผู้รับจำนองใบแทนก็ต้องฟ้องไล่เบี้ยเอากับเจ้าของที่ดินอีกทอดหนึ่ง 2.ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทำสัญญาซื้อขายที่ดินรับเงินไปแล้วบางส่วนหรือทั้งหมด แต่ให้ผู้อื่นครอบครองที่ดินก่อนแล้วโอนที่ดินให้ภายหลัง แต่ต่อมาผู้ถือกรรมสิทธิ์นำโฉนดไปจดทะเบียนให้ผู้อื่น หรือเป็นการนำที่ดินนั้นไปขายต่อ 3.กรณีผู้ถือกรรมสิทธิ์หลอกลวงผู้ซื้อ โดยการชี้ที่ดินที่เสนอขายให้ผิดกับความเป็นจริง เช่น จำนวนที่ดินไม่ครบตามระบุไว้ในเอกสาร 4.ผู้ถือกรรมสิทธิ์แบ่งขายที่ดินเป็นแปลงๆ ด้วยวิธีผ่อนชำระแต่เมื่อถึงขั้นตอนการโอนปรากฏว่าที่ดินโอนเป็นชื่อผู้อื่นไปแล้ว 5.ผู้ทุจริตเป็นเจ้าของโครงการหมู่บ้านจัดสรร เมื่อจัดทำโครงการและขายที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างไปแล้วไม่ยอมทำตามที่ประกาศและโฆษณาไว้ เช่น จัดทำสนามเด็กเล่น หรือสวนสาธารณะของหมู่บ้าน 6.ผู้ทุจริตอ้างตัวเป็นเจ้าของโครงการ โดยแอบอ้างเอาที่ดินของคนอื่นมาปักป้ายประกาศสร้างโครงการบ้านจัดสรร เปิดสำนักงานชั่วคราว โดยให้ผู้จองมัดจำหรือจ่ายเงินดาวน์ แต่ไม่มีการก่อสร้าง 7.ปัญหาผู้ทุจริตหลวกลวงหรือลักเอาโฉนดที่ดินของผู้อื่นมา แล้วทำใบมอบอำนาจปลอมนำที่ดินไปบอกขายหรือรับเงินมัดจำ ทำให้เกิดความเสียหายทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย 8.ผู้ทุจริตหลอกลวงหรือลักเอาโฉนดของผู้อื่นมาแก้ไขชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้เป็นชื่อของตน แล้วนำไปประกันเงินกู้หรือทำสัญญาซื้อขายกับผู้อื่น 9.ผู้ทุจริตหลอกลวงเอาโฉนดพร้อมใบมอบอำนาจ ซึ่งผู้ถือกรรมสิทธิ์ได้ลงชื่อไว้โดยมิได้กรอกข้อความใดๆ โดยตั้งใจมอบอำนาจให้จำนองหรือขอสอบเขตที่ดิน แต่ผู้รับมอบอำนาจทุจริตนำมากรอกข้อความให้เป็นการจดทะเบียนขายฝาก 10.ผู้ทุจริตหลอกลวงเอาโฉนดที่ดินของผู้อื่นมาปลอมตัวว่าเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินขอจดทะเบียนขาย โดยปลอมลายเซ็นและปลอมบัตรประจำตัวประชาชน และเมื่อมาขอจดทะเบียนขาย เจ้าพนักงานที่ดินเรียกขอดูบัตรปรากฏว่าชื่อเป็นเจ้าของที่ดินจริง จึงยอมจดทะเบียนให้ไป เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมากในหมู่คนใกล้ชิด 11.ผู้ทุจริตกระทำตนเป็นนายหน้าวิ่งเต้นขายที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดิน โดยขอค่านายหน้าแล้วหลอกให้เจ้าของที่ดินเซ็นสัญญามัดจำผูกมัดให้โอนที่ดินให้ก่อน
เก็บรักษาโฉนด หรือหนังสือสำคัญของท่านไว้ในที่ปลอดภัยอย่าให้สูญหาย อย่าทำสัญญากู้ยืมเงินเอง โดยรับมอบโฉนดไว้เป็นประกันอาจเป็นโฉนดปลอม อย่าหลงเชื่อมอบโฉนดของท่านให้ผู้อื่นอาจถูกปลอมแปลงสับเปลี่ยนโฉนดได้ อย่าเซ็นชื่อลงในหนังสือมอบอำนาจ โดยไม่กรอกข้อความเป็นอันขาด บุคคลผู้รับมอบอำนาจจะต้องเป็นบุคคลที่ไว้ใจได้ ก่อนซื้อ รับจำนอง หรือรับซื้อฝากที่ดินควรตรวจสอบโฉนดที่ดินหรือหนังสือสำคัญของท่าน ที่ตั้งและสภาพที่ดินให้แน่นอนก่อน อย่าหลงเชื่อนายหน้าให้มากนัก การซื้อที่ดิน ควรซื้อจากผู้ที่ไว้วางใจได้ เช่น มีใบอนุญาตทางราชการให้ทำการจัดสรร หมั่นตรวจสอบที่ดินของท่านทั้งทางทะเบียนและที่ดิน การตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียน ท่านสามารถสอบถามทางไปรษณีย์ไปยังสำนักงานที่ดินที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่ได้ ทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินที่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องมาจดทะเบียน ณ สำนักงานที่ดิน อย่าหลงเชื่อคำโฆษณา หรือนายหน้ามาชักจูง ควรตรวจที่ตั้งที่ดิน เช่น อยู่ใกล้หรือไกลถนนและสภาพที่ดินเป็นอย่างไรก่อนซื้อ
ประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง ค่าใช้จ่ายในการรังวัดเกี่ยวกับโฉนดที่ดิน หรือพิสูจน์สอบสวน หรือตรวจสอบเนื้อที่เกี่ยวกับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ด้วยกรุงเทพมหานคร ได้กำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อใช้เรียกเก็บในการรังวัดเกี่ยวกับ โฉนดที่ดิน หรือพิสูจน์ สอบสวน หรือตรวจสอบเนื้อที่เกี่ยวกับ หนังสือรับรองการทำประโยชน์ ในท้องที่กรุงเทพมหานคร ตามระเบียบของ กระทรวงมหาดไทยแล้ว จึงประกาศให้ทราบทั่วกัน ดังนี้ ลำดับที่ ท้องที่ อำเภอ/เขต ตำบล/แขวง โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ ออก/สอบเขต/รวม แบ่งแยก ออก/สอบเขต/รวม แบ่งแยก เนื้อที่ (ไร่) จำนวนเงิน (บาท) เนื้อที่ (ไร่) จำนวนเงิน (บาท) เนื้อที่ (ไร่) จำนวนเงิน (บาท) เนื้อที่ (ไร่) จำนวนเงิน (บาท) ทุกเขต และทุกแขวง 1 โดยวิธีแผนที่ชั้นหนึ่ง ไม่เกิน 5 1700 ไม่เกิน 5










